Showing posts with label google. Show all posts
Showing posts with label google. Show all posts

Thursday, April 10, 2008

Saturday, April 5, 2008

จากกำแพงเพชรสู่ซิลิกอนวัลเลย์


ทุกวันนี้ไม่มีใครปฏิเสธไม่รู้จักกูเกิล แต่ใครจะรู้ว่ากูเกิลมีผู้บริหารที่เป็นคนไทย คนไทยคนนี้มาจากกำแพงเพชร มีความภูมิใจเต็มเปี่ยมที่ได้เกิดเป็นคนต่างจังหวัด ผลักดันตัวเองให้ก้าวเดินด้วยความฝันไม่ใช่เงินทอง ผ่านเส้นทางจากโรงเรียนวัดสู่โรงเรียนบริหารธุรกิจสแตนฟอร์ด ดำรงความเป็นไทยจนฝรั่งยอมรับยกนิ้วให้ กระทั่งเข้าสู่สังเวียนซิลิกอนวัลเลย์ภายใต้ร่มเงาของกูเกิลในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดด้วยวัยเพียง 30 ปี


หวังว่าแนวคิดของผู้ชายชื่อเรืองโรจน์ พูนผล หรือ"กระทิง"คนนี้ จะกระตุ้นความฝันของคนไทยหลายๆคนให้สูบฉีด และเป็นกรณีศึกษาให้กับคนไทยหัวใจไม่แพ้ ซึ่งจะเป็นตัวจุดประกายให้ชาติไทยพัฒนาในที่สุด

ผมชื่อกระทิงเพราะแม่

"คุณแม่เล่าว่าผมคลอดยากมาก คุณหมอต้องใช้เครื่องมือดูดออกมา ตรงศีรษะก็เลยมีโหนกเล็กๆตอนนี้มาจับก็ยังมีอยู่ คุณแม่ตั้งชื่อนี้เพราะอยากให้เป็นคนสู้ปัญหา ตอนคลอดผมตัวเล็กมากเหมือนปลาช่อน ออกจากตู้อบแม่ต้องเอามาวางไว้ตรงอกเพื่อให้แน่ใจว่ายังหายใจอยู่ แม่อยากให้ผมเป็นคนเข้มแข็งเหมือนกระทิงที่ควิดสู้ศัตรู ซึ่งผมว่าจะให้ตั้งชื่อว่าควายก็กระไรอยู่" กระทิงเล่าถึงที่มาของชื่อนี้อย่างฮา

กระทิงบอกว่าภูมิใจมากที่เป็นคนต่างจังหวัดและได้สู้ชีวิตสมใจแม่ แรงใจจากฮีโร่ในฝันอย่างไอสไตน์และอาจารย์โรงเรียนวัดคูยางทำให้เด็กชายกระทิงมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักฟิสิกส์

"โรงเรียนไม่มีอุปกรณ์ไฮเทค แต่คุณครูสอนให้เด็กรักวิทยาศาสตร์จากสิ่งใกล้ตัว ผมฝันอยากได้เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิก ผมก็บ้าอยู่คนเดียว พยายามมากกว่าคนอื่น ทุกวันนี้ผมนอนวันละ 4 ชั่วโมงเพื่อให้มีเวลามากกว่าคนอื่น มันเหมือนในหนัง ไม่มีข้อจำกัดในความฝันของเรา ผมไม่ได้บอกว่าผมเก่งแต่ผมแค่ไม่จำกัดความฝัน ถ้ามีความฝัน อย่าให้ใครมากำหนดความฝันของเรา"

หลังจบการศึกษาจากกำแพงเพชรพิทยาคม กระทิงเข้าศึกษาต่อที่คณะวิศวกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถคว้าเกียรตินิยมแม้ผลการเรียนในสองปีแรกจะตกต่ำเพราะต้องดูแลคุณแม่ที่ป่วยหนัก เมื่อคุณพ่อกลับมารับช่วงดูแลคุณแม่ต่อจึงสามารถฮึดเรียนช่วงสองปีหลังได้เต็มที่ จากนั้นจึงเบนเข็มมาศึกษาต่อปริญญาโทด้านการตลาดภาคภาษาอังกฤษหรือ MIM ที่ธรรมศาสตร์

"คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์คือฮีโร่ด้านการตลาดของผม คนนี้ใกล้ตัวและจับต้องได้มากกว่าไอสไตน์ ผมอยากมีความคิดกระบวนการทางกลยุทธ์แบบคุณสมคิดเลยสนใจเรียนด้านการตลาด ช่วงนั้นทำงานที่บริษัท P&G ต้องนั่งรถตู้ ต่อเรือ มอเตอร์ไซค์มาเรียนลำบากมาก ช่วงที่อยู่ P&G ก็ค่อยๆไต่ขึ้นมา ทำ 6 ปี 6 แผนก"

หลังจากจบการศึกษาที่ธรรมศาสตร์ กระทิงเข้าศึกษาที่โรงเรียนบริหารธุรกิจสแตนฟอร์ด (Stanford Business School) ช่วงนี้กระทิงต้องผจญกับปัญหา Culture Shock จนทำให้ต้องร้องว่า Oh my god จนนับครั้งไม่ถ้วน

"ช่วงนั้นผมพยายามทำ Americanize หรือการทำให้ตัวเองมีความเป็นอเมริกัน สุดท้ายก็คิดว่ายังไงก็ยังเป็นคนไทย" กระทิงเล่า "เราเป็นเหมือนพริกไทยเม็ดเล็กๆแต่เผ็ดร้อน เราจริงใจมีน้ำใจให้เพื่อน ผมทำผัดไทแจกเพื่อนฝรั่งแล้วอธิบายว่ามันเป็นวัฒนธรรมของคนไทย ขอย้ำว่าอย่าลืมความเป็นไทย อย่าอาย อย่าเปลี่ยนตัวเองเพราะแรงกดดันของคนอื่น สุดท้ายเพื่อนฝรั่งก็ยอมรับและเลือกเราเป็นหัวหน้ากลุ่ม แต่ทำนองเดียวกัน ก็อย่าเหลิง เรียนรู้จุดเด่นและจุดด้อยของวัฒนธรรมไทยด้วย"

ด้วยวัยเพียง 30 ปี กระทิงผ่านงานมาแล้วอย่างโชกโชน ทั้งการ startup หรือการเริ่มก่อร่างบริษัทไฮเทคในซิลิกอนวัลเลย์และขายให้นายทุน ทำงานเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์อย่างบริษัท McKinsey&Company หรือบริษัทการเงินและการลงทุนส่วนตัวกับบริษัท Navis Capital


"ตอนนั้นได้เสนองานเยอะ แม่โทรมาถามว่าทำงานอะไรอยู่ลูก ผมก็ตอบว่าเหมือนจอร์จ โซรอสล่ะแม่ ตอนนี้กำลังโจมตีเงินหยวนอยู่ ตอนนั้นได้เงินเยอะจริงแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาไม่มีความสุข ช่วงนั้นเลยคิดได้ว่าเราควรไดร์ฟ (ชีวิต) ด้วยความฝันไม่ใช่ด้วยเงิน ผมตัดสินใจอยากเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทในฝัน ไม่กูเกิลก็แอปเปิล สองบริษัทนี้เท่านั้น"

สัมภาษณ์ 9 รอบกว่าจะได้เข้ากูเกิล กระทิงเล่าว่าต้องทิ้งข้อเสนอรับเข้าทำงานถึง 5 แห่งเพื่อรอคำตอบรับเข้าทำงานกับกูเกิล สัมภาษณ์ทั้งสิ้น 9 รอบทุกแง่มุม เงินเดือนที่กูเกิลให้ไม่ได้มากกว่ารายอื่น แต่ให้หุ้นและสวัสดิการดีมาก โดยกระทิงเป็นหนึ่งในสามคนไทยในกูเกิล แต่กระทิงเป็นคนเดียวที่อยู่ในสายงานบริหาร

"สัมภาษณ์ครั้งนั้นยากมาก หากมีกรรมการคนเดียวใน 9 รอบนั้นสงสัยก็จะไม่ผ่านเลย ผมคิดว่าความ cool ของผมคือความเป็นคนไทย" ผลคือกระทิงได้รับตำแหน่ง Quantitative/Product Marketing Manager Google Inc. ดูแลการตลาดผลิตภัณฑ์เสิร์ชเอนจิ้นของกูเกิลทั้งภาคพื้นละตินอเมริกาและเอเชีย

กระทิงมองว่ากูเกิลนั้นเหมือนเมฆก้อนหนึ่ง ที่มีความวุ่นวายอยู่ภายในแต่ไม่ไร้ระเบียบ และเคลื่อนไหวในทางเดียวกันเป็นกลุ่มก้อน สามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริษัทอย่างแลรี่ เพจ, เซอร์เกย์ บริน และอีริก ชมิดท์จะวางยุทธศาสตร์บริษัทในระยะสั้น ซึ่งไม่ต่างจากบริษัทส่วนใหญ่ในซิลิกอนวัลเลย์ที่วัดผลกันในเวลาเพียง 6 เดือนไม่ใช่ 1 ปี

"กูเกิลมีโปรแกรมนวด มีแคปซูลให้นอนคลายเครียด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่มีใครนอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความกดดันที่ทำให้คิดว่าเราจะถ่วงเพื่อนไม่ได้ ขนาดพ่อครัวในกูเกิลยังต้องแข่งขันสร้างนวัตกรรมอาหารว่างไม่ให้แพ้ใคร อีกส่วนหนึ่งคือโครงการที่กูเกิลให้สิทธิ์พนักงานนำเวลางาน 20% มาสร้างสรรค์สิ่งใดก็ได้ที่อยากทำ ทุกคนเหนื่อยแต่เดินมาตาเป็นประกาย ลืมตาตื่นขึ้นมาทุกคนคิดแต่ว่าทำยังไงให้คนสามารถใช้กูเกิลแก้ปัญหาได้ ทุกคนมีความสนุกและความท้าทายที่ต้องการเปลี่ยนโลก เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมในจีน เพื่อนผมคนหนึ่งลุกขึ้นมาบอกว่า อยู่เฉยไม่ได้แล้ว เค้าใช้กูเกิลแม็ปส์ทำแผนที่ให้ชาวจีนดูว่าพื้นที่ใดปลอดภัยพอจะอพยพไปได้"

กระทิงรวบรวมเอาประสบการณ์ในฐานะ “คนวงใน” ที่ทำงานจริงในซิลิกอนวัลเลย์ นำเสนอข้อมูลที่มาที่ไปของความสำเร็จในโลกธุรกิจอินเทอร์เน็ตยุค 2.0 อย่างละเอียดไว้ในหนังสือ “บทเรียนธุรกิจร้อนๆจากซิลิกอนวัลเลย์” จัดพิมพ์โดยเครือเนชั่นกรุ้ป เปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

อยากกลับบ้าน "ผมอยากกลับบ้าน คิดถึงแม่ แต่ถ้ากลับมาตอนนี้ก็ทำอะไรได้น้อยมาก เหมือนเด็กในตู้อบ ต้องรอวันพร้อมก่อนจึงจะออกมาได้ ผมจะกลับมาเมื่อพร้อม เมื่อมี connection ที่จะช่วยเหลือประเทศได้ เมื่อพร้อมจะกลับมาแน่ๆ"

กระทิงระบุว่าอยากทำประโยชน์เพื่อระบบการศึกษาไทย เนื่องจากเชื่อว่ามีผลต่อแนวคิดและทัศนคติของเด็กอย่างมาก

"การศึกษามีผลเยอะจริงๆ การศึกษาที่ดีจะทำให้เด็กมีไอเดีย พระเจ้าให้ความบ้าพลัง ให้พลังงานมหาศาล ให้ความมุ่งมั่นกับผม ครอบครัวที่อบอุ่นทำให้ผมมีความมั่นใจและความตั้งใจที่แน่ชัด ขณะที่อาจารย์ของผมที่โรงเรียนวัดคูยางหรือกำแพงเพชรพิทยาฯปลูกฝังให้ผมรักวิทยาศาสตร์"
แม้โครงการ 20% จากเวลางานของกระทิงนั้นจะหมดไปกับการทำงานและการนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศ แต่กระทิงแย้มว่ากำลังตั้งใจสร้างระบบเรียนรู้แบบเปิดเพื่อเด็กต่างจังหวัดในพื้นที่ห่างไกล และเมื่อถามเจ้าของฉายา "The incredibull" คนนี้ว่ามีคู่ใจหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่ามีแล้วเรียบร้อย

"แฟนดุครับ ถึงได้ปราบผมได้"


โดย ผู้จัดการออนไลน์
4 เมษายน 2551

Sunday, March 30, 2008

ซิลิกอนวัลเ์ลย์ไทยเกิดไม่ได้ถ้า......




คนไทยในซิลิกอนวัลเลย์ของสหรัฐฯ สะท้อนปัญหาหลักที่ทำให้ความฝันในการสร้างซิลิกอนวัลเลย์ หรือเขตอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตในเมืองไทยยังห่างไกล ระบุคนไทยมีความสามารถแต่ยังขาดโอกาส ต่างจากซิลิกอนวัลเลย์ของจริงในสหรัฐฯที่มีเงินทุนรอคอยดาวดวงใหม่เสมอ ขณะที่การสนับสนุนจากภาครัฐยังไม่ตรงจุด ทั้งเรื่องกฏหมายและการศึกษา นายเรืองโรจน์ "กระทิง" พูนผล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ของกูเกิล (google) เล่าถึงซิลิกอนวัลเลย์ในสหรัฐฯ (Silicon Valley) ในฐานะคนไทยที่ใช้ชีวิตในซิลิกอนวัลเลย์ เมืองพาโลอัลโต สหรัฐอเมริกา ระบุว่าองค์ประกอบที่ซิลิกอนวัลเลย์ในสหรัฐฯแตกต่างจากที่อื่นคือความพร้อมด้านคน ด้านเทคโนโลยี เงินทุน และความกล้าเสี่ยง และไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ใครจะลอกเลียนแบบ "ซิลิกอนวัลเลย์ไม่มีจุดกำเนิดที่ชัดเจน เกิดขึ้นเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว เป็นการยากมากที่ใครจะไปถอดแบบหรือเลียนแบบมา มันเหมือนระบบนิเวศที่ซับซ้อน เหมือนร่างกายมนุษย์ที่เราไม่สามารถสร้างอวัยวะขึ้นมาได้เอง แต่ต้องใช้เวลาในการเพาะบ่ม และมันไม่ใช่นิคมอุตสาหกรรมธรรมดา" ถ้าไม่กล้าเสี่ยง กระทิงมองว่าสิ่งที่ทำให้ซิลิกอนวัลเลย์ของสหรัฐฯต่างจากที่อื่นคือความกล้าเสี่ยง เจ้าของไอเดียมีความมุ่งมั่นกล้าเสี่ยง ขณะเดียวกันนักลงทุนผู้ให้โอกาสก็กล้าเสี่ยงด้วย เจ้าของความคิดสามารถนำโครงการไปเคาะประตูเสนอขอเงินทุนได้ทันที ขณะที่ผู้บริหารของบริษัทรายใหญ่อย่างอิริก ชมิดท์ ซีอีโอกูเกิล หรือเทอร์รี่ ซีเมล อดีตซีอีโอยาฮู ถึงกับสละเวลางานมาสอนนักศึกษาในโรงเรียนบริหารธุรกิจสแตนฟอร์ด เพื่อหาโอกาสลงทุนทางธุรกิจจากนักเรียนดาวรุ่ง สำหรับการผลักดันให้ภูเก็ตกลายเป็นสวรรค์ไอซีทีเพื่อดึงดูดนักลงทุน กระทิงให้ความเห็นว่าประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานพร้อมแล้วทั้งคนไอทีและโครงข่ายเว็บไซต์เทคโนโลยี Web2.0 แต่สิ่งที่ยังขาดคือกฏหมาย และการสนับสนุนจากภาครัฐ ถ้าไม่มีกฏหมาย "มีคำพูดว่า การจะสร้างซิลิกอนวัลเลย์นั้นขอเพียงมือไอทีเก่งๆ 300 รายเท่านั้น เชื่อว่าไทยเรามีมือไอทีเก่งๆเกิน 300 ด้วยซ้ำ คนมีแล้วแต่มีกฏหมายรองรับรึเปล่า ตอนนี้ประเทศไทยมีเว็บไซต์ web2.0 เยอะ มีพื้นฐานแล้วแต่จะทำให้เป็นคอมเมอร์เชียลยังไงนี่คือความท้าทาย ยืนยันว่าประเทศไทยก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ไม่ตามหลังชาติอื่น แต่สาเหตุที่ทำให้คนทำเว็บไทยไม่รวย คืองบการตลาดออนไลน์ที่ยังน้อย และความไม่มั่นใจในความปลอดภัยของระบบออนไลน์ไทย" กระทิงเชื่อว่ากฏหมายและการสนับสนุนจากภาครัฐยังไม่เพียงพอในขณะนี้ เช่นกฏหมายเรื่องสิทธิการใช้งานข้อมูลดิจิตอลของไทยที่ยังตามการเปลี่ยนแปลงในโลกไซเบอร์ยุค Web 2.0 ไม่ทัน ที่สำคัญ กฏหมายซึ่งครอบคลุมและมีประสิทธิภาพจะทำให้ระบบออนไลน์มีความปลอดภัยสูง "ต้องให้โอกาส เพราะที่สหรัฐฯเองก็ยังครอบคลุมได้ไม่หมด" กระทิงกล่าว "ยุคนี้การปิดเว็บไม่ใช่ทางออก ถ้าเว็บถูกปิดผู้ใช้ก็ไปโพสต์ที่เว็บอื่นได้" เพราะ Web2.0 นั้นมอบอำนาจให้ผู้บริโภคทุกคนสามารถเผยแพร่คอนเทนท์ของตัวเองได้อย่างเสรี ถ้าไม่มีการสนับสนุน กระทิงยกตัวอย่างการสนับสนุนของรัฐบาลประเทศเวียดนามได้อย่างน่าสนใจ เล่าว่ารัฐบาลเวียดนามสนับสนุนด้านการศึกษาด้วยการเปิดให้ชาวเวียดนามเรียนภาษาอังกฤษฟรี สิ่งที่เกิดขึ้นคือชาวเวียดนามจำนวนมากมีทักษะภาษาที่ดีขึ้น ส่งให้โอกาสของชาวเวียดนามสดใสขึ้นด้วย "อย่าให้อุปสรรค์เล็กๆอย่างภาษามาขวางการถ่ายทอดความคิดของเรา ผมเป็นคนจังหวัดกำแพงเพชรที่เรียนภาษาอังกฤษพื้นฐานตอนปีหนึ่งแล้วได้เกรด c มา 2 ตัว แต่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองจนกระทั่งสอบ GMAT ได้คะแนน 750" และถ้าไม่พึ่งตนเอง แม้หลายเสียงจะตอกย้ำว่าอนาคตไอทีของไทยแลนด์แพ้เวียดนามอย่างไม่เห็นฝุ่น แต่กระทิงเชื่อว่าคนไทยทำได้หากเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน "คนไทยถ้าแข่งตัวต่อตัวไม่แพ้เวียดนามหรือจีนหรอกครับ จงพึ่งตัวเราเอง อย่ามัวแต่พึ่งอัศวินม้าขาวมาช่วยเหลือ" กระทิงปลุกใจ "Web2.0 เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ได้จุดประกายให้คนไทยแล้ว ผมเชื่อว่าคนไทยไม่ได้อยู่ในระดับใดทั้งสิ้น คนไทยทำได้ ถึงเราตัวเล็กกว่าแต่เราก็ยกน้ำหนักชนะเค้า" ชื่อตำแหน่งของกระทิงในกูเกิลคือ Quantitative/Product Marketing Manager หน้าที่หลักคือดูแลภาพรวมการทำตลาดผลิตภัณฑ์เสิร์ชเอนจิ้นในตลาดละตินอเมริกาและเอเชีย การกล่าวถึงซิลิกอนวัลเลย์ครั้งนี้เกิดขึ้นในงานเปิดตัวหนังสือ บทเรียนธุรกิจร้อนๆจาก Silicon Valley ซึ่งกระทิงเผยว่าใช้เวลานำรายงานที่เคยเขียนสมัยเรียนมาปรับเพิ่มข้อมูลใหม่เพียง 3 เดือน และการให้ความเห็นทั้งหมดสะท้อนออกมาในฐานะคนวงในที่เป็นคนไทย ไม่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งหน้าที่ที่กระทิงมีในกูเกิล กระทิงเป็นบุคคลที่น่าสนใจ ใครอยากรู้ว่าทำไมต้องชื่อกระทิง เส้นทางจากจังหวัดกำแพงเพชรสู่ซิลิกอนวัลเลย์จะขรุขระขนาดไหน ก่อนจะเข้าทำงานกับกูเกิลต้องสัมภาษณ์งานกี่รอบ สตีฟ จ็อบส์ที่กระทิงเคยพบมาดแมนเพียงใด และแนวคิดในการวางตัวแบบไทยๆให้ทำให้สามารถขึ้นเป็นผู้บริหารของกูเกิลด้วยวัยเพียง 30 ปีคืออะไร อดใจรอพบคำตอบในบทความตอนต่อไป

Monday, March 10, 2008

เส้นทางเศรษฐีเบอร์785ของโลก"Mark Zuckerberg"





เส้นทางเศรษฐีเบอร์785ของโลก"Mark Zuckerberg"

ชื่อของมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ดูจะน่าสนใจมากขึ้นอีกเมื่อนิตยสาร Forbes จัดอันดับให้ซัคเกอร์เบิร์กเป็นเศรษฐีที่รวยอันดับ 785 ของโลก หลายคนอยากรู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นใคร มาจากไหน และเส้นทางรวยล้นฟ้าด้วยวัยเพียง 23 ปีเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้จะมีบทความมากมายเขียนไขข้อข้องใจไปแล้ว แต่ผู้จัดการไซเบอร์ ก็อดไม่ได้ที่จะรวบรวมเรื่องราวของซัคเกอร์เบิร์กมาเสนออีกครั้ง

ปัจจุบัน ซัคเกอร์เบิร์กเป็นทั้งนักธุรกิจและนักเขียนโปรแกรม ดำรงตำแหน่งประธานบริหารเว็บไซต์เฟสบุ้ก Facebook.com ธุรกิจเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์มูลค่าหลายพันล้านเหรียญที่สร้างขึ้นเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์ดเวิร์ด ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมรุ่นและเพื่อนร่วมห้องอย่าง Andrew McCollum, Dustin Moskovitz และ Chris Hughes

เชื้อสายยิว-อเมริกัน

ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สาราณุกรมออนไลน์ระบุว่า Mark Elliot Zuckerberg เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1984 ปัจจุบันอายุ 23 ปี เติบโตในย่าน Dobbs Ferry รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ครอบครัวเป็นยิว-อเมริกัน เริ่มเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากนั้นเข้าศึกษาระดับมัธยมที่ Ardsley High School และจบมัธยมปลายที่ Phillips Exeter Academy ในปี 2002

ซัคเกอร์เบิร์กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด หยุดเรียนไปกลางคัน และกลับมาลงทะเบียนเรียนอีกครั้งในปี 2006

ที่ฮาร์เวิร์ด ซัคเกอร์เบิร์กเริ่มต้นโครงการวิจัยหรือโปรเจ็กต์ชิ้นแรกกับเพื่อนร่วมห้อง Arie Hasit ชื่อของโปรเจ็กต์นี้คือ Coursematch เป็นบริการที่เปิดให้นักศึกษาสามารถดูรายชื่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้ โปรเจ็กต์ต่อมาคือ Facemash.com เว็บไซต์โหวตรูปนักศึกษาฮาร์เวิร์ดว่าใครได้รับความนิยมชมชอบมากหรือน้อย แต่แล้วเมื่อโปรเจ็กต์นี้ให้บริการจริงบนโลกออนไลน์เพียง 4 ชั่วโมง มหาวิทยาลัยก็ลงดาบระงับการใช้อินเทอร์เน็ตของซัคเกอร์เบิร์ก ด้วยข้อหาว่าโปรเจ็กต์นี้ของซัคเกอร์เบิร์กละเมิดนโยบายการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ และเป็นภัยต่อระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย

เขียนไม่ถึง2สัปดาห์?

ซัคเกอร์เบิร์กคลอดบริการนาม Facebook จากห้องพักตัวเองในมหาวิทยาลัยด้วยฤกษ์วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2004 บางแหล่งข่าวระบุว่าซัคเกอร์เบอร์เขียนโปรแกรม FaceBook ชุดดั้งเดิมในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ คราวนี้ไม่ใช่บริการโหวตรูปหรือบริการแสดงรายชื่อเพื่อนร่วมชั้น แต่เป็นบริการที่ให้นักศึกษาสามารถโพสต์ข้อมูลของตัวเองได้เท่าที่ต้องการ

แน่นอนว่าเฟสบุ้กได้รับความนิยมถล่มทลายในฮาร์เวิร์ด นักศึกษาราว 2 ใน 3 แห่ลงทะเบียนใช้งานตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรกที่เปิดให้บริการ ต่อมาซัคเกอร์เบิร์กและเพื่อน Dustin Moskovitz เริ่มขยายบริการเฟสบุ้กไปยังสถานมหาวิทยาลัยอื่น เช่น สแตนฟอร์ด โคลัมเบีย และเยล โดยราว 4 เดือน สถานศึกษาที่ใช้บริการ Facebook มีจำนวนราว 30 แห่ง

เมื่ออะไรก็ไปได้สวย ซัคเกอร์เบิร์กตกลงใจเดินทางไป Palo Alto แคลิฟอร์เนียพร้อม Moskovitz และกลุ่มเพื่อนช่วงฤดูร้อนปี 2004 ทั้งกลุ่มวางแผนกลับฮาร์เวิร์ดให้ทันฤดูใบไม้ร่วงแต่ก็เปลี่ยนใจอยู่ที่แคลิฟอร์เนียต่อไป และขาดเรียนที่ฮาร์เวิร์ดตั้งแต่นั้น

ห้องเช่าถูกดัดแปลงเป็นสำนักงานชั่วคราว ช่วงฤดูร้อนนี้เองที่ทำให้ซัคเกอร์เบิร์กได้พบกับ Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้งบริการชำระเงินออนไลน์ PayPal ซึ่งให้ทุนก้อนแรกมา 5 แสนเหรียญ สำนักงานเฟสบุ้กแห่งแรกจึงกำเนิดขึ้นที่ University Avenue ในตัวเมือง Palo Alto นับจากนั้นไม่กี่เดือน ปัจจุบัน เฟสบุ้กมีอาคารสำนักงานในเมือง Palo Alto จำนวน 4 อาคาร ซึ่งซัคเกอร์เบิร์กเรียกว่า "urban campus" หรืออาณาจักรวิทยาลัย

มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) เศรษฐีวัย 23 ปีจากโลกออนไลน์ที่นิตยสาร Forbes จัดอันดับว่าร่ำรวยเป็นอันดับ 785 ของโลก จากเด็กชายในครอบครัวยิว-อเมริกันที่เริ่มเขึยนโปรแกรมตั้งแต่ประถม 6 สู่หนุ่มนักศึกษาฮาร์เวิร์ดที่พาตัวเองและผองเพื่อนปลุกปั้นโปรเจ็ค Facebook.com บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ให้เป็นธุรกิจเต็มขั้น

แน่นอนว่าก่อนที่ Facebook จะทำให้ซีอีโอซัคเกอร์เบิร์กกลายเป็นเศรษฐีหนุ่มติดอันดับโลก ยังมีขวากหนามมากมายที่ซัคเกอร์เบิร์กต้องฝ่าฟันไป

Facebook นั้นเป็นที่รู้จักในนามบริการออนไลน์ที่ทำให้ผู้ใช้แบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนที่อยู่ในสังคมเดียวกันแบบรวดเร็วทันใจและเข้าถึง ทั้งข้อมูลแฟ้มภาพถ่ายเมื่อครั้งไปเที่ยว ภาพยนตร์ที่ชอบ และประวัติส่วนตัวทั่วไป ต่างจากเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์อื่นตรงที่ Facebook เป็นชุมชนในโลกที่มีตัวตนอยู่จริง ใช้ชื่อ Email เดียวกันและต้องการทำความรู้จักคนอื่นๆในสังคมเดียวกัน ทั้งหมดนี้โดนใจชาวอเมริกันที่กระตือรือร้นอยากจะรู้จักคนอื่นในสังคมเดียวกันให้มากขึ้น

ชาวอเมริกันที่นิยมชมชอบ Facebook มีทั้งกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย นักเรียนโรงเรียนมัธยม รวมถึงคนวัยทำงาน สถิติชุมชนที่ใช้ Facebook ล่าสุดมีจำนวนหลายหมื่นชุมชน มีทั้งชุมชนเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ CIA ชุมชนพนักงานร้านแมคโดนัลด์ และกองกำลังนาวิกโยธินของสหรัฐฯ ที่สำคัญ Facebook ยังสนับสนุนการขายสินค้าข้ามบริษัทบนเว็บไซต์ และวางเป้าหมายว่า ผู้ใช้จะสามารถค้นหาสินค้าทุกชนิดได้จากเว็บไซต์แห่งนี้ในอนาคต

วิกฤตคือโอกาส

หลังจากได้ทุนก้อนแรกจาก Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้งบริการชำระเงินออนไลน์ PayPal มูลค่า 5 แสนเหรียญ ผลงานหนึ่งที่โด่ดเด่นของ Facebook.com คือบริการ News Feed เริ่มให้บริการตั้งแต่เดือน 5 กันยายน 2006 ไม่ใช่รายการข่าวสารบ้านเมืองแต่เป็นรายการความเคลื่อนไหวของกลุ่มเพื่อนในเว็บไซต์

ซัคเกอร์เบิร์กตกที่นั่งลำบากเนื่องจากผู้ใช้จำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับฟีเจอร์นี้ โดยผู้ใช้มองว่า News Feed ทำให้ข้อมูลส่วนตัวแพร่กระจายไปทั่วเว็บ Facebook โดยไม่ได้รับอนุญาต

ผู้ใช้ Facebook ร่วมใจประท้วงไม่เห็นด้วยกับฟีเจอร์ News Feed ราว 700,000 คนภายในไม่ถึง 48 ชั่วโมง ร้อนถึงซัคเกอร์เบิร์กต้องเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ใช้ เพื่อขอโทษที่ละเลยการให้ความสำคัญกับการปกป้องความเป็นส่วนตัว และยืนยันว่าเจตนาในการออกแบบฟีเจอร์ News Feed คือเพื่อให้ข่าวสารข้อมูลแก่คนในชุมชนเดียวกันบน Facebook เท่านั้น

เมื่อทีมวิศวกรของ Facebook ลงมือปรับปรุงความเป็นส่วนตัวของ News Feed ซัคเกอร์เบิร์กระบุว่าขณะนี้ News Feed กลายเป็นสิ่งที่ผู้ใช้นิยมไปแล้วเรียบร้อยโรงเรียน Facebook

เดือนพฤศจิกายน 2007 ซัคเกอร์เบิร์กได้ฤกษ์เปิดตัวระบบโฆษณาออนไลน์ใหม่ในชื่อ Beacon เป็นระบบที่เปิดให้นักการตลาดสามารถลงโฆษณาได้ด้วยตัวเองคล้ายระบบของกูเกิล (Google) ชนวนระเบิดปะทุขึ้นอีกเมื่อระบบโฆษณา Beacon สามารถเก็บข้อมูลใช้งานเว็บไซต์ของสมาชิก Facebook ได้ ความสามารถนี้ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า Facebook กำลังจะละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อีกครั้ง

ธันวาคม 2007 ซัคเกอร์เบิร์กระบุว่ากำลังดำเนินการทดสอบระบบโฆษณา Beacon อย่างจริงจัง ขออภัยในข้อผิดพลาดต่อผู้ใช้ และเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

Facebook ยังเผชิญปัญหาเดียวกับเว็บไซต์อื่นๆ คือปัญหาการฟ้องร้องว่าเป็นผลงานที่ขโมยความคิดคนอื่นมา โดยนักศึกษาฮาร์เวิร์ด 3 รายนาม Divya Narendra, Cameron Winklevoss และ Tyler Winklevoss ระบุว่าเคยว่าจ้างให้ซัคเกอร์เบิร์กเขียนโปรแกรมบนเว็บไซต์ของพวกเขานามว่า ConnectU และกล่าวหาว่าซัคเกอร์เบิร์กขโมยแนวคิด การออกแบบ แผนธุรกิจ รวมถึงซอร์สโค้ดดั้งเดิมไป

คดีนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2004 ผู้ฟ้องระบุว่าร้องเรียนเพื่อความเป็นธรรม และไม่มีเจตนาให้เว็บ Facebook ต้องปิดตัวลง อย่างไรก็ตาม Facebook ตัดสินใจฟ้องกลับและการพิพากษาคดียังไม่สิ้นสุดในขณะนี้

ด้านสื่อใหญ่อย่างนิวยอร์กไทมส์ เคยแสดงความเห็นว่า ซัคเกอร์เบิร์กอาจได้แนวคิดบริการมาจากเว็บไซต์ houseSYSTEM ของคุณปู่ Aaron J. Greenspan บุคคลสำคัญของสหรัฐฯก็เป็นได้

รวยเพราะหุ้น

ซัคเกอร์เบิร์กไม่ได้สร้างฐานะปึกแผ่นจากรายได้โฆษณาซึ่งเป็นรายได้หลักของเว็บ Facebook แต่มาจากการขายหุ้นบริษัทให้ไมโครซอฟท์ซึ่งทุ่มเงินกว่า 8,000 ล้านบาท ซื้อหุ้น Facebook ในสัดส่วน 1.6% จากซัคเกอร์เบิร์ก ราคานี้ไมโครซอฟท์คำนวณโดยตั้งมูลค่า Facebook ไว้สูงถึง 51,000 ล้านบาท มูลค่าเทียบเท่าบริษัทจำหน่ายสินค้าชื่อดัง GAP และโรงแรมแมริออท

การตัดสินใจขายหุ้นให้ไมโครซอฟท์ เกิดขึ้นหลังจาก Facebook ปฏิเสธข้อเสนอซื้อมูลค่า 1 พันล้านเหรียญจากยาฮู (Yahoo) ครั้งนั้นทั้งตัวซัคเกอร์เบิร์กและนักลงทุนคนแรกของบริษัทอย่าง Thiel กล่าวตรงกันว่ายังไม่รีบร้อนขาย Facebook ให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่หรือขายหุ้นให้สาธารณชน และราคาเสนอซื้อแค่หนึ่งพันล้านเหรียญนั้นต่ำเกินไป ฐานผู้ใช้และจำนวนผู้เข้าชมที่เพิ่มขึ้นทุกวันทำให้ทั้งสองเชื่อว่ามูลค่าบริษัทสูงกว่าที่ยาฮูเสนอมาแน่นอน สิ่งที่ Facebook จะเลือกจึงเป็นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและทำให้บริษัทเติบโตต่อไป

แต่เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ตัดสินใจควักเงิน 246 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 8.16 พันล้านบาท) แลกกับการครอบครองหุ้น Facebook เพียง 1.6% ทำให้ซัคเกอร์เบิร์กอดใจไม่ไหว ยอมเจียดหุ้นในมือยกให้ไมโครซอฟท์แต่โดยดี

เรื่องนี้ได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะการที่ไมโครซอฟท์ให้ราคา Facebook สูงกว่าผู้เสนอซื้อรายอื่นอย่างน่าสงสัย เพราะหากคำนวณราคาหุ้นที่ไมโครซอฟท์เสนอมา เท่ากับไมโครซอฟท์กำหนดมูลค่ารวมของ Facebook ไว้ถึง 1,500 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 51,000 ล้านบาท ซึ่งเซอร์เกย์ บริน ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิลซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่เสนอตัวซื้อหุ้น Facebook ด้วยเช่นกัน ระบุว่าเป็นราคาที่เกินจริง เพราะในแต่ละปีเฟซบุ๊คทำรายได้ไม่ถึง 200 ล้านเหรียญด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดี การซื้อขายหุ้นระหว่างไมโครซอฟท์และซัคเกอร์เบิร์กมูลค่า 246 ล้านเหรียญ และการถือหุ้นบริษัทที่ไมโครซอฟท์ตีราคาไว้สูงถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในสัดส่วน 10 เปอร์เซ็นต์ ก็ทำให้นิตยสาร Forbes จัดอันดับความร่ำรวยของซัคเกอร์เบิร์กไว้ที่อันดับ 785 ของโลกไปแล้ว แม้นักวิเคราะห์จะยังสงสัยในสภาพคล่องด้านการเงินของซัคเกอร์เบิร์กอยู่

แม้จะถูกสงสัยเรื่องสภาพการเงิน แต่ซัคเกอร์เบิร์กไม่เคยถูกสงสัยเรื่องฝีไม้ลายมือ ขณะนี้ Facebook กำลังเพิ่มจำนวนวิศวกรและพนักงานบริการลูกค้าเพื่อรองรับตลาดมหาวิทยาลัยในแคนาดาและอังกฤษที่มีอัตราเติบโตเกือบ 30% ต่อเดือน และทำสถิติเป็นเว็บที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของสหรัฐฯ

เชื่อแน่ว่า โลกจะจับตาเศรษฐีหนุ่มวัย 23 ปีคนนี้ต่อไปอีกนานแสนนาน

ข้อมูลจาก Wikipedia.com และ Manager.co.th

Wednesday, October 24, 2007

Gmail's Storage Increases, 6 GB in January 2008

















Gmail will increase the free storage gradually in the next days. On October 23, you'll get 4321 MB of storage, then the growth will slow down until January 4, when you'll have 6283 MB of storage.

From January 4, you'll receive 3.3 MB every day, that's 10 times bigger than the current rate of growth.Another good news is that Google Apps mail accounts will have the same quota as standard Gmail accounts, while Google Apps Premier Edition will have 25 GB mail accounts. Previously, Google Apps accounts had 2 GB of storage, while the business edition offered 10 GB per account.Gmail didn't abandon the paid storage option, but you'll get around 50% more storage for the same price: 10 GB for $20/year, 40 GB for $75/year, 150 GB for $250/year and 400 GB for $500/year. The paid storage will probably become more attractive when Google adds more services, like Google Docs, JotSpot or GDrive.

"In April 2005, we started increasing Gmail storage as part of our "Infinity+1" storage plan. At that time, we realized we'd never reach infinity, but we promised to keep giving Gmail users more space as we were able," explains the Gmail Blog. Meanwhile, Yahoo and Microsoft also increased the storage (Yahoo even claims to offer "infinite" storage) and Gmail became the top webmail service with the least amount of free storage.